Let's Talk...



เท่าที่เห็นคนในรูปเขามาร้องเีรียน "องค์การทหารผ่านศึก" (ดูจากป้ายผ้า)
มีรูปตอนมาร้องเรียนที่ใส่ขาเทียมมาด้วย

ตกลงมันยังไงกัน !!!




     เรื่องใหม่ที่อยากจะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของขบวนการพันธ มิตรที่กำลังก่อการร้ายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขอย่างไม่หยุดยั้ง และไม่รั้งรอแม้แต่วินาทีเดียวที่จะทำให้ประเทศชาติล่มสลาย พร้อมๆ กับความเดือดร้อนของประชาชนที่เพิ่มพูนทบเท่าทวีคูณอย่างรวดเร็ว

      จำลอง ศรีเมือง คือ คนที่อยากจะนำมาเสนอในวันนี้ ด้วยเหตุที่ว่าคนคนนี้คือ ตัวอันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ อย่างร้ายแรงแต่ด้วยภาพนักบุญจอมปลอมที่เขาสร้างสวมทับร่างซาตานของตนเอง เพื่อหลอกตาประชาชน ทำให้ซาตานตนนี้ ยังคงหลอกลวงผู้คนจำนวนมากที่ขาดเขลาเบาปัญญา ไม่ไตร่ตรองศึกษาอย่างถ้วนถี่ หลงผิดและเดินตามไปได้โดยง่าย

     ถึง แม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมาก ตาสว่าง และรู้ทัน กลเกมของซาตานในคราบร่างของนักบุญผู้ใฝ่ธรรมะ แต่เอาชนะกิเลสในใจตนเอง ที่มุ่งแสวงหาอำนาจโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ ทุกลมหายใจเข้าออกไม่ได้ แต่ก็ยังมีคนำจำนวนไม่น้อยที่หลงเชื่อซาตานตนนี้ อย่างหัวปักหัวปำ ไม่ลืมหูลืมตา จนมีอาการน่าเป็นห่วง ดังเช่นกลุ่มคนที่ไปนอนนั่งฟังคาถาล้างสมองของเขาที่ถนนราชดำเนิน อยู่ในขณะนี้

      จำลอง ศรีเมือง น่าจะเป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นต่อจุดมุ่งหมายของตน เอง ที่จะท้าทายและทำลายสถาบันสำคัญของชาติ ทั้ง 3 สถาบันในคราเดียวกัน และมีความซื่อสัตย์ต่อภารกิจภายในจิตใจของตนเองอย่างแน่วแน่ ชนิดที่แก้ไขไม่ได้ มาอย่างยาวนานหลายสิบปี

   ไม่น่าเชื่อ จำลอง ศรีเมือง จะเป็นบุคคลที่เคยเข้ารับการอบรมบ่มเพาะอุดมการณ์ความรักชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ มาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ โรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตนายทหารที่มีความจงรักภักดีต่อ ชาติ ศาสนา และพระมหาษัตริย์ สูงสุด กระทั่งชีวิตก็สละได้ เพื่อปกป้อง 3 สถาบันหลักของชาติ

     เหตุที่ต้องบอกว่าไม่น่าเชื่อก็เพราะ จำลอง ศรีเมือง ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์มาอย่างต่อเนื่องว่า เขาไม่ได้เป็นผู้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ดังเช่นนายทหารอื่นๆ ของกองทัพ  รวมไปถึงประชาชนคนทั่วไป ด้วย

      จะเชื่อใจ จำลอง ศรีเมือง เป็นคนที่มีความรักชาติได้อย่างไร ในเมื่อคนคนนี้เป็นต้นเหตุก่อวิกฤติให้แก่ประเทศชาติเสียหาย และประชาชนเดือดร้อนมาครั้งแล้วครั้งเล่า

    เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จำลอง ศรีเมือง ก็เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะหน่วยข่าวของกองทัพ และแวะเวียนไปแทรกซึมอยู่กับประชาชน ที่ช่วยกันรุมฆ่านักศึกษาหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นชนวนให้แผ่นดินไทยแยกเป็นหลายเสี่ยง และคนไทยแตกเป็นหลายก๊ก กว่าจะกลับคืนสู่ความสงบได้ ก็ใช้เวลานานนับสิบปี

      เหตุการณ์ นายทหารยังเติร์กบีบบังคับให้พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์  ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลางสภาฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2523  จำลอง ศรีเมือง ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มทหารยังเติร์ก ที่ร่วมกดดัน และ เชิด เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แทน  โดยมี จำลอง ศรีเมือง เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

      เหตุการณ์เมษาฮาวาย หรือ ปฏิวัติ 1 เมษายน 2524 จำลอง ศรีเมือง ก็เป็นหนึ่งในนายทหารจปร. 7 ที่นำกำลังก่อการรัฐประหาร หมายจะล้มล้างรัฐบาล เปรม ติณสูลานนท์  เพราะเห็นว่าไม่สามารถควบคุมนายกรัฐมนตรี ให้อยู่ในคำสั่งของกลุ่มตนและพวกพ้องได้ แต่ไปไม่ถึงเป้าหมาย ต้องพ่ายแพ้กลายเป็นกบฎ ในที่สุด   

      เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จำลอง ศรีเมือง เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นผู้ปลุกระดมประชาชนให้ออกมาต่อต้านการสืบทอดอำนาจของรสช. ที่นำโดย สุจินดา คราประยูร ด้วยแคมเปญ "นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง" และสโลแกน "คนโกหก ไม่ทำบาป ไม่มี" พร้อมกับเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือก ตั้ง 

       การชุมนุมของประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จบลงด้วยบาดแผลใหญ่ของชาติไทย เมื่อประชาชนที่ถูก จำลอง ศรีเมือง ปลุกระดมให้เข้าสู้กับกองทัพ กลายเป็นเบี้ยบนกระดาน ให้ จำลอง ศรีเมือง ใช้เป็นเครื่องเซ่นสังเวยเกมชิงอำนาจรัฐ จนต้องล้มตายเป็นจำนวนมากด้วยแผนการและมันสมองอันชั่วร้ายของซาตานตนนี้ 

     กว่า ประชาชนทั้งประเทศจะรู้ความจริง ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดเป็นเช่นไร และ จำลอง ศรีเมือง หลอกประชาชนผู้ชุมนุม ให้มานั่งตากแดด ตากน้ำค้าง แต่ตัวเองหลบไปนอนในห้องแอร์ของโรงแรม และประกาศชัยชนะของตนเองบนกองเลือดของประชาชน เมื่อยั่วยุให้ทหารลงมือสลายม็อบด้วยความรุนแรง  พาชีวิตผู้คนจำนวนหลายพันคนไปเสี่ยงกับห่ากระสุนปืนโดยไม่คิดรับผิดชอบใดๆ นอกจากความหิวกระหายในอำนาจ และชัยชนะบนซากศพของคนไทย และซากปรักหักพังของประเทศไทย   

    ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ เป็นคนที่พยายามสร้างเงื่อนไข เรียกร้องให้ทหารก่อการรัฐประหาร  เป็นคนเดียวกับที่เรียกร้องปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านการสืบทอดอำนาจของทหาร เมื่อ พฤษภาคม 2535 

      ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ เป็นคนที่เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐ มนตรีมาจากการเลือกตั้ง แต่ตนเองสนับสนุน เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง และ ยังเข้าไปนั่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงสนับสนุนให้มีสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย  และขณะนี้กำลังปลุกระดมประชาชน ให้ขับไล่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้มีนายกรัฐมนตรีจากการแต่งตั้งแทน

      ไม่เชื่อก็ ต้องเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ จะเป็นคนตระบัดสัตย์ ไม่อยู่ในศีลในธรรม ดังที่สร้างภาพจอมปลอมหลอมทับตัวเองเพื่อหลอกตาประชาชน และเป็นคนที่เคยประกาศก้องว่า "คนโกหก ไม่ทำบาป ไม่มี" เพราะทุกอย่างที่เคยพูดไว้ วันนี้ จำลอง ศรีเมือง กระทำมันไปทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว

      พฤติกรรมทางการเมือง การจ้องหาโอกาส ฉกฉวยชิงจังหวะช่วงชิงอำนาจรัฐ อย่างต่อเนื่องที่ผ่านมากว่า 30 ปี ของ จำลอง ศรีเมือง ทำให้ประเทศชาติต้องเสียหาย ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตาย คิดเป็นมูลค่ามากมายมหาศาล จนเกินกว่าจะคำนวณเป็นตัวเงินได้ โดยเฉพาะความแตกแยกของคนในชาติ และความมั่นคง เสถียรภาพ สถานะของประเทศที่ตกต่ำในสายตาของชาวโลก

      พฤติการณ์ของ จำลอง ศรีเมือง เท่าที่ยกมาเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็พอจะทำให้เชื่อได้ว่า จำลอง ศรีเมือง ไม่ใช่ผู้รักชาติ อย่างแน่นอน

      พฤติกรรมทางด้านการปก ป้องพระศาสนา ยิ่งนับเป็นจุดด่าง และจุดด้อยของ จำลอง ศรีเมือง เพราะ จำลอง ศรีเมือง คือ ผู้สนับสนุนหลักของ โพธิรักษ์ และสำนักสันติอโศก  ซึ่งเป็นจำเลยของมหาเถรสมาคมและถูกมหาเถรสมาคม ยื่นฟ้องต่อศาล ว่าเป็นขบวนการที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย ต่อสู้คดีกันถึง 3 ศาล สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินว่าโพธิรักษ์ ไม่ใช่พระ มีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ และนักบวชในสำนักอโศก ก็ไม่ใช่สงฆ์ เพราะไม่ได้รับการอุปัชฌาย์โดยพระอุปัชฌาย์ตามกฎของพระพุทธศาสนา 

      ทั้งๆ ที่ถูกศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิด และ เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ หลงผิด เข้าใจผิด แต่ โพธิรักษ์ และ สันติอโศก ก็ยังลอยนวลอย่างมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมไทย ซึ่งเป็นสังคมพุทธ ได้ เพราะการสนับสนุนของ จำลอง ศรีเมือง นั่นเอง 

      โพธิรักษ์ เจ้าสำนักสันติอโศก และ จำลอง ศรีเมือง มีเป้าหมายทางการเมืองร่วมกัน อย่างชัดเจนนับตั้งแต่การวางแผนให้ จำลอง ศรีเมือง ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. แล้วขายฐานเป็นการสร้างพรรคพลังธรรม  เพื่อเข้าไปแสวงหาอำนาจรัฐ  โดยมีแผนการที่ระดมมวลชนสนับสนุนจำลอง ศรีเมือง เป็นนายกรัฐมนตรี ให้จงได้ และแผนการทั้งหมดเกือบจะเป็นความจริงได้หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หากว่าจำลอง ศรีเมือง ไม่โดนเกมการเมืองของประชาธิปัตย์ สกัดจนสะดุดหัวทิ่มกับข้อหา "จำลองพาคนไปตาย" ส่งผลให้พรรคพลังธรรม พ่ายแพ้ย่อยยับในการเลือกตั้งเดือนกันยายน 2535  จากที่ควรจะได้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ในฐานะผู้นำการต่อสู้กับ รสช. ต้องกลายมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ก่อน จำลอง ศรีเมือง จะหักหลังประชาธิปัตย์ ด้วยการถอนตัวออกจากรัฐบาล หลังประชาธิปัตย์ ถูกตราหน้าว่าคอรัปชั่นกินแผ่นดินหลวง กรณีสปก.4-01 อันอื้อฉาว

      โพธิรักษ์ กับ จำลอง ศรีเมือง หายหน้าหายตาไปจากแวดวงการเมือง นับแต่พรรคพลังธรรม ล่มสลาย จนกระทั่ง จำลอง ศรีเมือง ประกาศเข้าร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล ขับไล่ทักษิณ ชินวัตร โพธิรักษ์ ก็นำนักบวช และ ไพร่พลจากสำนักสันติอโศก เข้าร่วมสมทบม็อบพันธมิตร ก่อการเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายทางการเมือง ทันที และครั้งนี้ก็เช่นกัน โพธิรักษ์ กับ จำลอง จับมือกันแนบแน่น เป็นกำลังหลักให้ม็อบพันธมิตร ขับไล่ สมัคร สุนทรเวช

    แม้จะไม่ ประกาศอย่างชัดแจ้งว่า มีเป้าหมายอย่างไร สำหรับ โพธิรักษ์ และ สำนักสันติอโศก แต่ก็คงไม่ยากที่จะคาดเดาถึงเป้าหมายที่จะสถาปนาลัทธิอโศก ให้เป็นศาสนาพุทธอีกนิกายหนึ่ง ในสยามประเทศ และเผยแผ่ลัทธิอโศก ตลอดจนแนวทางของชาวอโศก ให้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ แข่งกับพระพุทธศาสนา และแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อออกกฏหมายบีบบังคับมหาเถรสมาคม ต้องยอมรับลัทธิอโศก เทียบเท่าพระพุทธศาสนาหรือ ศาสนาอื่นในประเทศไทย ตลอดจนการยอมรับโพธิรักษ์ เป็นผู้นำศาสนาพุทธอีกนิกายหนึ่ง เสมอเท่ากับสมเด็จพระสังฆราช หรือ ผู้นำศาสนา อื่นๆ ด้วย

     ทั้งๆ ที่รู้ว่าสันติอโศก เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา และ โพธิรักษ์ เป็นจำเลยของมหาเถรสมาคม แต่ จำลอง ศรีเมือง ก็ยังคงยืนกรานที่จะสนับสนับสนุนโพธิรักษ์ และสันติอโศก ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา มหาเถรสมาคม และ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ชี้ว่าโพธิรักษ์ คือผู้กระทำความผิดต่อพระพุทธศาสนา 

     จึงยากจะเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คือ ผู้ที่มีความปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนา และ มีจุดมุ่งหมายที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  เนื่องจากจำลอง ศรีเมือง ยังคงนับถือผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา เป็นศาสดา และส่งเสริมลัทธความเชื่อ ที่เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา อย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงทุกวันนี้

      สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันสำคัญที่สุดที่คนไทย เคารพเทิดทูนไว้สูงสุด ก็ไม่ได้อยู่ในหัวใจของ จำลอง ศรีเมือง และ ไม่ได้อยู่เหนือการท้าทายของซาตานตนนี้

      เมื่อครั้งที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ามายุติเหตุการณ์นองเลือด พฤษภาทมิฬ 2535 ทรงมีรับสั่งกับ จำลอง ศรีเมือง  ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุจนเกิดการนองเลือด และความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประชาชน ความตอนหนึ่งว่า 

      "ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือ พลเอกสุจินดา และ พลตรีจำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคนเป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่า บ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่ประชาชน เฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า เฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง

     ฉะนั้น จึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือไม่เผชิญหน้ากัน แต่หันเข้าหากันและสองท่าน เท่ากับเป็นผู้แทนฝ่ายต่างๆ คือไม่ใช่สองฝ่าย ฝ่ายต่างๆ ที่เผชิญหน้ากัน ให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดกัน ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร สำหรับให้ประเทศไทย ได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับคืนมาได้ด้วยดี อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่าน ก็เข้าใจว่า จะเป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากซากปรักหักพัง แล้วก็จะได้ผลในส่วนตัวมากว่าได้ทำดี แก้ไขอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะปรึกษากัน ก็มีข้อสังเกตดังนี้.."

      พระราชดำรัสอันเป็นมงคลแก่คนไทยทั้ง ชาติ ในคืนวันนั้น ได้นำมาซึ่งการยุติปัญหาความขัดแย้งทั้งปวง เนื่องจาก สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น รับใส่เกล้าฯ แล้วปฏิบัติทันที ด้วยการสั่งให้ทหารหยุดใช้ความรุนแรง  ไม่เผชิญหน้ากับประชาชนที่ถูกจำลอง ศรีเมือง ปลุกระดมออกมา  จากนั้น สุจินดา คราประยูร ก็กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

      แต่ ดูเหมือนว่า พระราชดำรัสที่เป็นมหามงคลแก่คนไทยทั้งชาติ จะไม่ได้เข้าหู และไม่ได้เข้าหัวของ จำลอง ศรีเมือง แม้แต่น้อย  หรือ จำลอง ศรีเมือง ลืมไปหมดแล้วก็เป็นได้จึงได้กระทำการในลักษณะเดียวกับเมื่อปี 2535 ขึ้นอีกครั้ง  ก่อการปลุกระดมมวลชน และสร้างสถานการณ์การเผชิญหน้า ทำให้คนในชาติแตกแยกกัน  ทำให้ประเทศไทยเสียหาประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว  ไม่แตกต่างพฤติกรรมเมื่อปี 2535  เว้นแต่ยังไม่มีผู้บาดเจ็บล้มตาย เนื่องจาก สมัคร สุนทรเวช ไม่มีความปรารถนาดีที่จะบดขยี้เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

      ไม่ น่าเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คนนี้ ที่กำลังก่อการปลุกระดมมวลชน ขับไล่รัฐบาล จะเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้า และพระราชทานพระราชดำรัสเตือนสติ ให้ยุติการเผชิญหน้าของคนในชาติ มาแล้วเมื่อปี 2535 เพราะ
พฤติกรรมของจำลอง ศรีเมือง ในขณะนี้ กระทำราวกับว่าไม่เคยได้ยินรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาก่อน  หรือ หากเคยได้ยิน ก็คงลืมไปหมดแล้วว่าทรงรับสั่งไว้อย่างไร

      จริง อยู่ว่า พระราชกระแสรับสั่งดังกล่าว มีมาตั้งแต่ปี 2535 ขณะนี้ เป็นปี 2551 เป็นคนละเวลา คนละเหตุการณ  คนละสถานการณ์  แต่หากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่าแม้จะต่างกันในเรื่องเวลา แต่พฤติกรรมของจำลอง ศรีเมือง กลับย้อนรอยเหมือนเดิมทั้งหมด  จึงเป็นเรื่องไม่ปกติอย่างยิ่ง ที่บุคคลซึ่งอ้างว่าจงรักภักดี และ รับกระแสพระราชดำรัสไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม จะไม่หวนระลึกถึงเหตุการณ์ในคืนวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2535  ก่อนที่จะลงมือกระทำการใด ๆอันเป็นการขัดกระแสพระราชดำรัสอีกครั้งหนึ่ง

      พฤติกรรม ของ จำลอง ศรีเมือง ที่ไม่สนองต่อกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังคงสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ สร้างสถานการณ์การเผชิญหน้ากันของคนในชาติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ว่าเป็นการทำให้ประเทศ ชาติเสียหาย  เช่นที่กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นพฤติกรรมที่ยากจะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำด้วยความจงรักภักดีต่อพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สถาบันพระมหากษัตริย์

      เมื่อ สรุปรวบพฤติกรรมของ จำลอง ศรีเมือง นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในวันนี้ จึงยากจะเชื่อได้ว่า จำลอง ศรีเมือง คือ คนไทยที่มีอุดมการณ์ และความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น 3 สถาบันหลักของชาติไทย

      ตรงกันข้าม จากพฤติกรรมที่ได้นำมาเรียบเรียงไว้นี้ กลับน่าเชื่อว่า จำลอง ศรีเมือง คือ บุคคลผู้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อจะทำลายสถาบันชาติ  พระพุทธศาสนา  และท้าทายสถาบันพระมหา กษัตริย์ ชนิดที่ไม่เคยมีคนไทยคนใดกล้ากระทำเช่นนี้มาก่อน

     แม้จะไม่ทราบ แน่ชัดว่า จำลอง ศรีเมือง มีเป้าหมายเช่นไรในการปลุกระดมมวลชนขับไล่รัฐบาลอยู่ในขณะนี้ แต่ ประการหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้ก็คือ คนที่มักใหญ่ใฝ่สูง และทะเยอทะยาน ไม่รู้จักหยุด ไม่รู้จักพอ แม้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่บั้นปลายของชีวิต แต่ยังคงแสวงหาอำนาจอยู่ทุกวี่วัน เช่นนี้ ย่อมจะมีเป้าหมายที่ไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้

      โดยเฉพาะเป้าหมาย ที่จะครอบงำสถาบันชาติ และ ศาสนา โดยไม่นำพาต่อความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งชาติ เคารพเทิดทูนสูงสุด

      จึงพึงต้องระวังให้ดี วันใดที่ ซาตานในคราบร่างของนักบุญจอมปลอม ชื่อ จำลอง ศรีเมือง เดินทางถึงเป้าหมายของเขาวันนั้น พวกเราคนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน อาจจะต้องเสียใจที่สุดในชีวิตก็เป็นได้

      การเดินตาม จำลอง ศรีเมือง จึงเป็นการเดินที่พึงต้องระมัดระวังเป็นที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เดินเข้าไปร่วมกับขบวนการทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยไม่ทันรู้ตัว

กฎหมายอาญา มาตรา 113 "ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต"

เมื่อวานนี้หลานของผมเดินเข้ามาบอกหลังจากไำด้ยินข่าวม๊อบพันธมิตรเพื่อตัวเองว่า "ประชาธิปไตยต้องมาจากเสียงของคนทั้งประเทศ ไม่ได้หมายความว่ารวมกลุ่มกันสองพันคนแล้วเรียกร้องอะไรก็ได้"

หลานผมอยู่ ป.6 ครับลืมบอกไป

หลายๆวันนี้ดูทีวีแล้วเบื่อๆ ทีั่จี๊ดที่สุดคงเป็นภาพที่เห็น "สนธิ ลิ้ม" ใส่เสื่อที่เขียนว่า "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ...

ไม่ใช่ในหลวงเหรอครับที่ท่านออกมาว่าคนเหล่านี้ว่า "ชาติไม่ใช่เรือแล้วชาติก็ยังไม่ได้ล่มจม ทำไมต้องออกมากู้ชาติ"

ผมเห็นแล้วผมปวดใจครับ สงสารพ่อหลวงของเรา ท่านต้่องมาเหนื่อยเพราะกลุ่มคนที่เห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเองแบบนี้

เมื่อวานศาลออกหมายจับ 9 แกนนำกลุ่มทำลายชาติ  หมายความว่าตั้งแต่วนาทีนี้เป็นต้นไปคน 9 คนนั้น เป็น "กบฎ" แต่วันนี้พวกคนเหล่านั้นก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ โดยเอาผู้้หญิงเป็นโล่ ป้องกันตำรวจเข้ามาจับ ...

หน้าตัวเมียไหมนั่น แอบอยู่หลังกระโปรงผู้หญิง ...

ตอนนี้เลยเหมือนกับว่าพวก 9 แกนนำได้ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายไปแล้ว เพราะศาลออกหมายจับแล้วแต่ไม่ไปมอบตัว และไม่ยอมให้จับ

พ่อหลวงของเราท่านก็เคยบอกว่าตัวท่านเองก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แล้วพวก 9 แกนนำเป็นใคร ถึงได้ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายได้ ?

แรกๆผมก็เฉยๆกับพวกนี้นะ เพราะเข้าใจว่ามันเป็นสิทธิที่ทำได้ตามกฎหมาย แต่หลังๆมันเหมือนได้คืบจะเอาศอก ตอนนี้ผมเลยมองว่า ตกลงคนที่ทำให้ประัเทศชาติล่มจม เป็นใครกันแ่น่ ... ผมมองว่าไอ้ 9 แกนนำนี่แหละัที่ทำให้ชาติล่มจม คนที่เข้ามาแก้ไขกลายเป็นนายกสมัครไปแล้ว

คุณรู้ไหมว่าเวลาไม่กี่วันที่คนเหล่านี้ออกมาชุึมนุมกัน ประเทศชาติเสียหายไปแค่ไหนแล้ว ?

ไอ้ที่บอกว่าชุมนุมโดยสันติน่ะ ตรงไหนครับ ... กระบอง ปืน หรือแม่้แต่ธงที่พวกมันใช้ ก็เป็นอาวุธได้ทั้งนั้น

ตอนพวกมันไป NBT น่ะ ใครได้ดูทีวีบ้าง การกระทำเยี่ยงโจรกันทั้งนั้น .... แม่้แต่ห้องทรงงานของทูลกระหม่อมหญิงยังถูกงัด .... แม่งน่าจับคนทำมายิงทิ้ง !!!

ปล.ข้อความข้างต้นเป็นความเห็นส่วนบุคคล ถ้าใครอ่านแล้วชอบสนับสนุนผมยินดีรับฟัง แต่ถ้าใครอ่านแล้วไม่ชอบใจ เชิญเก็บไว้ในใจ เพราะที่นี่เป็น Blog ของผม ผมไม่ยินดีฟังเสียงสนับสนุนของกลุ่มคนที่ทำลายประเทศชาติ เพราะผมคนนึงล่ะที่พูดได้เต็มปากว่า ผมรักชาติ ผมรักในหลวง !!!

ปล2. "จำลอง" เคยพาคนไปตายหมู่มาแล้วนะครับ อ่านประวัติศาสตร์กันซักนิด จะทราบเรื่องได้ไม่ยาก

เมื่อวานจริงๆต้องมีถ่ายงานรับปริญญาที่มศว.ครับ ก็โอเค ลูกค้าติดต่อมาทางอีเมล์ คุยกันมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนทางเมล์ ตกลงวันเวลา และราคากันเรียบร้อย ... น้องเค้าถามว่าต้องมัดจำไหม ซึ่งผมก็ตอบว่าไม่ต้องหรอก ค่อยไปว่ากันวันงานก็ได้ ซึ่งนั่นเป็นการคิดผิดจริงๆ

สถานที่ึคือ มศว. ที่คลอง 16 .... (บ้านผมอยู่บางกระปิ) ก็โอเค ตกลงน้องเค้าจะจ้าง 2 คิว คือวันซ้อมกับวันจริง ครึ่งวันเช้าด้วยกันทั้งสองวัน...

ผมก็โอเคแต่ผมขอเรียกค่ารถเพิ่ม 500 บาท/สองวัน เพราะจากบ้านผมไปกลับมศว.ก็ราวๆ 200 กิโล ซึ่งน้องเค้าโอเค

7 ธันวาคม ก่อนวันงาน 3 วัน ผมเมล์ไปหาน้องเค้าว่าให้ช่วยส่งเบอร์มือถือมาให้ผมด้วย เพราะผมไม่ได้เมมไว้ และเย็นวันนั้นผมต้องไปเขาใหญ่ อาจไม่มีสัญญาน
8 ธันวาคม น้องตอบเมล์กลับมาบอกเบอร์ พร้อมทั้งบอกว่าชอบภาพแนวไหน เจอกันกี่โมง กำหนดการเป็นยังไง ฯลฯ ซึ่งผมก็ได้เมมเบอร์ไว้เรียบร้อย
9 ธันวาคม ผมกลับมาจากเขาใหญ่ถึงบ้านราวๆ เกือบๆเที่ยงคืน เก็บของเสร็จก็รีบเข้านอนทันที เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อจะไปถึงมศว. 6 โมง
10 ธันวาคม
- 07.00 ผมตื่นตามกำหนดการ เดินทางไปมศว. ถึงราวๆเจ็ดโมง ก็พยายามโทรหาน้องเค้า ครั้งแรกติด แต่ไม่มีคนรับสาย ก็คิดในใจว่าเดี๋ยวก็คงโทรกลับมาแหละ คงจะขึ้น Stand ถ่ายรูปหมู่อยู่ (กำหนดการน้องเขาว่างั้น) ผมก็เลยนอนรอในรถ
- 07.30 ผมเริ่มโทรไปหาอีกหลายๆครั้ง แต่รู้สึกว่าจะปิดเครื่อง ผมก็คิดว่าระบบโทรศัพท์อาจมีปัญหา เลยโทรไปหาแฟน,เพื่อน เพื่อนที่จะรบกวนให้โทรหาน้องเค้าที แ้ล้วบอกว่าผมอยู่ตรงไหน ซักพักทั้งเพื่อนและแฟนก็โทรมาบอกว่า ติดต่อไม่ได้ ปิดเครื่อง
- 07.45 เริ่มรู้สึกแปลกๆล่ะ เพราะตามกำหนดการจะต้องเ้ข้าหอประชุมตอน 09.30 แ้ล้วนี่มันก็จะแปดโมงแ้ล้ว ทำไมยังไม่ติดต่อมาอีก ผิดปกติอย่างมาก
- 08.30 หลังจากที่พยายามโทรเป็นร้อยรอบ ความอดทนหมดลง ผมขับรถกลับบ้าน พร้อมความหงุดหงิดอีกกระบุงใหญ่ๆ

แล้วจาให้กุตื่นเช้าทำไม ถ้าไม่จ้างก็บอกยกเลิกไปเลย บอกมาในเมล์ก็ได้ ว่าไม่จ้าง กุจะได้นอนเขาใหญ่ต่ออีกคืน ไม่ต้องรีบบึ่งรถกลับมา แล้วก็แหกขี้ตาแต่เช้า เสียทั้งเวลา เสียทั้งค่าน้ำะมัน

เซ็งเป็ด....

ปล. งานหน้าและงานต่อๆไป ถ้าผมเีรียกมัดจำ แล้วคุณลูกค้าถามว่าทำไม จะเอาหน้านี้มาให้อ่าน - -"

วันนี้ผมอยู่ที่ จ.ตาก
วันนี้ผมขับรถจาก อ.เมือง จ.ตาก ไป อ.แม่สอด > อ.แม่ระมาด และ อ.ท่าสองยาง
วันนี้ผมขับรถไปเืกือบๆ 500 กม.
วันนี้ผมรถผมไม่ได้ใช้ LPG ผมคงโดนค่าน้ำมันไปเกือบๆสองพัน
วันนี้ผมพิมพ์ Blog จากโน๊ืตบุ๊คตัวใหม่ ที่เอามาใช้ทำงาน
วันนี้ผมไปไหนมาไหนกับกล้องและโน๊ตบุ๊ีค + Accessories อีกร่้วมๆสิบกิโล


...


คงจะดีกว่า ถ้าวันพรุ่งนี้ผมได้เดินทางไปไหนต่อไหนกับรถคันเก่ง และคนรู้ใจ โดยที่ไม่ต้องทำงาน

(แต่กรูจาเอาอาไรกิน)....

- -"

ขอเฮ้อดังๆก่อนเลย ทำไมคนที่ Microsoft มันทำงานกันชุ่ยแบบนี้หว่า ....

เซ็งจิตครับ เรื่องของเรื่องคิอความเดิมที่ผมใช้ OSx86 กับเครื่อง PC ธรรมดาก็ใช้งานได้ดีเรื่อยมา แทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์มาก ใช้จนเป็น OS หลักๆไปแล้ว ต่างจากในตอนแรกที่คิดว่าลงไ้ว้ศึกษาเล่นๆ

แต่มาวันนึงผมซื้อการ์ดจอมาใหม่ เป็น nVidia GeForce 8500GT ซึ่งยังไม่มี Driver กับ OSx86 ทำใ้ห้ต้องลง Windows เข้าไปในเครื่องใหม่ ซึ่งไหนๆก็ไหนๆแล้ว CPU เราก็เป็น 64 Bits ก็เลยลง Windows Vista x64 ซะเลย

แรกๆใช้งานก็โอเคครับ ไม่ช้าอย่างที่คิด ทั้งๆที่เป็ด Aero แล้วด้วย อาจเป็นเพราะแรม 2gb กับการ์ดจอมาช่วยไว้ก็ได้ ความเร็วโดยรวมไม่ต่างกับ Windows XP มากนัก (นิดหน่อย พอรู้สึกได้) แล้วก็รู้สึกว่า Vista จะไม่ได้หิวโหย Resource เครื่องแบบที่เคยวิตกจริตเอาไว้ เรื่องความเร็ว ผ่านไป...

แต่แ้ล้วก็เป็นเรื่องจนได้ มีวันนึงผมเอา Thumb drive ตัวที่ใช้งานเป็นประจำมาเีสียบกับเครื่อง ปรากฎกว่า ... มันถามหา Driver ครับพี่น้อง

งงไปเลย Driver พวก Thumb drive นี่ถ้าจำไม่ผิดใช้งานครั้งสุดท้ายกับ Win98 นะ XP ก็ไม่ต้องใช้ แต่ทำไม Vista ถามหา Driver ว่ะ ... ???

ว่าแล้วก็เ้ข้า Google ไปสืบเสาะมาเลย .... ไปเจอ User 4-5 กำัลังด่า M$ อยู่ใน Forum ของ MSDN เองเลย ถอดใจความได้ว่า ตัว Vista x64 มีอภิมหาบักอยู่อย่างนึง ที่พบเจอได้ง่ายมาก แค่เอาอะไรที่ยังไม่ได้ลง Driver เสียบเข้าไปในเครื่อง (จริงๆคงมีอีกหลายบักซึ่งจะมา่เรียนให้ทราบวันหลัง) มันจะร้องหา่ Driver ทันที .... ทั้งๆที่ WinXP ก็ใช้เจ้า Device ชิ้นนี้ได้ปกติสุข แบบไม่ต้องการ Driver

สาเหตุ : มาจากตัว Vista x64 ไม่ยอมหา Driver ในเครื่องให้เราครับ มันจะบอกว่ามันหาแล้ว แต่หาไม่เจอ (จะเป็นไปได้ยังไง Thumb drive เนี่ยนะ กรูไม่ได้เสียบ Multi Function Printer ให้มรึงนะเฟ้ย) แ้ล้วมันก็จะเอามุขเก่ามาใช้คือ Offer ให้ใช้ระบบค้นหา Online (ไม่ีรู้แม่งออนกับอะไรกรูหาเองยังเจอเลย) ก็ต้องใช้นิครับ ทำอะไรได้ล่ััะ เมื่อมันบอกว่าในเครื่องไม่มีก็ต้องลองค้นหาจาก Windows Update ดู ... รอซักพักก็ปรากฎว่าไม่เจอ ... ซึ่งก็เ้หมือนทุกที แม่มมันเคยหาอะไรเจอมั่ง ???
สรุปคือผมใช้ Thumb drive ไม่ได้อยู่พักใหญ่ๆ

ทางแก้ : แก้ได้ง่ายมาก เพราะบักมันคือ ตัว Vista จะไม่ยอมหา Driver ในเครื่องครับ เมื่อมันหาไม่เจอ ทั้งในเครื่องและทั้ง Online มันก็จะให้เราเลือก Install driver เข้าไปเอง เราก็ Browse มันเข้าไปที่ C:\Windows\System32 แล้วก็ติ้งตรงด้านล่างให้มันหาใน Sub Folder ทั้งหมดด้วย แค่นั้นแหละครับ มันก็จะใช้ได้แล้ว (ง่ายไม๊ ... แล้วทำไมพวกมรึงที่ M$ ยังไม่แก้บัคนี่ซะทีว่ะ)

ทางแก้ไม่ยากครับ แต่มันน่ารำคาญมากเลย เพราะวันก่อนไปซื้อ Card Reader มาใหม่ตัวนึง (ของ Transcend แบบที่อ่า่น MicroSD ได้โดยไม่ต้องใช้ Adaptor) ก็เอามาเสียบเข้าไป ซึ่งก็ตามฟอร์ม Vista บอกว่าไม่มี Driver ของอุปกรณ์ตัวนี้ (เป็นความผิดของกรูเอง) แล้วมันก็จะไปหาออนไลน์ประมาณ 1-2 นาที แบบว่ายกเลิกไม่ได้ พอมันหาไม่เจอมันก็จะให้เราเลือก เราก็ทำแบบที่บอกครับ สั่งให้ัมันหาใน system32 ซึ่งก็ใช้เวลาไปอีกประมาณ 15 วินาที แล้วมันก็จะบอกว่าเจอแล้ว ....

แต่มันยังไม่จบเท่านั้น ...

พอมันเจอแล้ว ตามสไตล์ Windows อ่ะ ตัว Card Reader มันจะมองแยกออกเป็น
CF Card Reader
SD Card Reader
MS Card Reader
xD Card Reader
MiniSD Card Reader
เท่านั้นยังไม่พอมันยังลง Driver บ้าบอคอแตกอะไรของมันอีกมากมาย ซึ่งการลง Driver ไอ้แต่ล่ะตัวที่ว่ามาข้างบนน่ะ ก็ต้องรอให้มันหาในเครื่องก่อน แล้วก็ไปหาออนไลน์ ก่อนจะมาบอกกรูว่าหาไม่เจอ แล้วถึงจะให้เรา input ข้อมูลลงไปว่าให้ไปหาใน system32 นะ ... แล้วคิดดูว่ากว่าผมจะใช้งาน Card Reader ได้ัซักตัว มันกินเวลาเท่าไหร่ ...
(ตอบให้ก็ได้ ของผมกว่าจะได้ใช้ ปาเข้าไปเกือบ 10 นาที)

กรูจะบ้า .... M$

Apple จงเจริญ ......

-*-

ปล. ดูรูปล่ะกันครับว่ากว่าจะได้ใช้ Card Reader 1 ตัว มันต้องลง Driver บ้าบออะไรบ้่าง ....

พอดีช่วงนี้มีโครงการจะอัพเกรดคอมใหม่ หลังจากที่พึ่งซื้อจอ 22" ไปแล้วเครื่องมันอืดลงอย่างเห็นได้ชัด แรกก็ลองมองๆดู Mac Intel ทั้งหลายอยู่ โดยมีข้อแม้ว่าราคาต้องไม่สูงมาก+สามารถรองรับการต่อขยายต่างๆได้ ไล่กันทีล่ะตัวแล้วกันครับ

- Mac Pro
สุดยอดไฮโซ เร็ว แรง แพง ต่อขยายได้เพียบ(ถ้ามีเงิน) = สำหรับคนมีฐานะ(ยากจน)อย่างผม แต่อยากใช้ Mac Hiso ตัวนี้ตัดออกไปได้เลย แค่่ราคาของมันก็ไม่มีปัญญาแล้ว

- iMac
ค่อนข้างโอเค ราคาพอรับได้ แต่ผมมีจออยู่แล้ว -*-

- Mac Mini
ราคารับได้มากๆ แต่ต่อขยายอะไรไม่ได้เลย CPU ก็เป็นแค่ CoreDuo ส่วน Harddisk ก็เป็นของ Notebook ซึ่งความเร็วสู้ของพวก Desktop ไม่ได้ ถ้าจะซื้อตัวนี้ ผมว่าไปซื้อ MacBook CoreDuo ดีกว่า ราคาแพงกว่าสามพันเอง แบกไปไหนมาไหนได้ด้วย

สรุป ..​ ก็ไม่มี Mac ตัวไหนโดนซักตัว เอาเป็นว่า ประกอบมันเองก็แล้วกัน

อย่าพึ่งงงนะครับ ต้องท้่าวความกันก่อนว่า จริงๆแล้ว Mac นั้นสร้างขึ้นมาโดย Apple และตัว Computer Hardware เองก็สร้างโดย Apple เหมือนกัน จึงเป็นสาเหตุที่ว่า ทำไม Mac ถึงไม่ต้องการ Driver เวลาติดตั้ง OS (ก็เพราะ Hardware มันโดนจำกัดอยู่แค่ที่ Apple ให้มา)

ถ้าเราจะเอา OS X มาลงในกับ PC ธรรมดา ก็ลงไม่ได้ครับ เพราะ Hardware หลายๆอย่างในเครื่องไม่เหมือนกัน บวกกันในเครื่อง Mac เองนั้นมี Hardware พิเศษที่ PC ไม่มีอยู่หลายตัว

แต่ ... ก็มีกลุ่ม Hacker กลุ่มหนึ่ง ลงทุนแงะ OS X เป็นชิ้นๆแล้วเขียนโปรแกรมขึ้นมารองรับให้ Mac OS X สามารถลงไปใช้งานกับ PC บางเครื่องได้

ย้ำว่าบางเครื่องเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว Apple มี Hardware เฉพาะของตัวเอง เพราะฉะนั้นการที่เราจะเอา OS X ที่แก้ไขแล้วมาลงกับ PC ก็เป็นไปได้ โดยมีข้อแม้ว่า ต้องจัด Spec เครื่องให้ใกล้เคียงกับ Mac Intel ของ Apple เองให้มากที่สุด

มาดู Spec เครื่องที่ผมจัดขึ้นมาใหม่กันนะครับ
CPU : Intel Core2Duo E6300 1.83Ghz (จริงๆผมเป็นสาวก AMD นะ แต่ถ้าจะใช้ Mac ก็แนะนำให้เล่น Intel สถานเดียวครับ AMD ยังมีบัคอยู่หลายจุด ไม่เหมาะจะเอาไว้ทำงาน ถ้าจะเอาไว้ศึกษาก็ไม่ว่ากัน)
Mainboard : Asrock ConRoe945G-DVI (ตัวนี้มี VGA onboard ซึ่งก็คือ Intel 950 แถมยังมีทั้ง D-Sub และ DVI อีกด้วย รวมไปถึง Spec ต่างๆของบอร์ดตัวนี้ใกล้เคียงกับ iMac Intel มากๆ)
Ram : Corsair VS DDR2 PC5300 512Mb x2 DualChannel เรื่องแรมนี้เลือกตามใจครับ
HDD : Seagate 250Gb SATA II เหมือนแรม เลือกตามกำลังทรัพย์

จริงๆก็แค่นี้แหละครับ แต่ดูให้ดีเรื่องบอร์ด เพราะว่าไม่ใช่ทุกบอร์ดที่มี Spec ใกล้เคียงกัน แล้วจะลง OS X ผ่าน ต่อให้ลงผ่าน ก็ยังมีปัญหาให้ตามแก้กันอีก สำหรับบอร์ดตัวที่ผมใช้หลังจากลงไปแล้ว Sound และ LAN ยังไม่สามารถทำงานได้ ต้องทำการ Patch Driver อีกนิดหน่อย ซึ่งหลังจาก Patch เสร็จแล้ว ก็ใช้งานได้เต็มระบบครับ

ตอนนี้ก็ได้ OS X มาใช้ ในราคาไม่ถึงสองหมื่น ^^

ใครมีโปรแกรมอะไรแนะนำบ้างครับ ...... กำลังงมอยู่เลย ไม่เคยใช้แมค แหะๆ

ปล. สำหรับคนที่สนใจ ลองใช้ Google ค้นหาคำว่า OSx86 ดูนะครับ ต้องขยันอ่านบอร์ดซักหน่อย แล้วจะพบว่าการลง OS X บน PC นั้นไม่ได้ยากจนเกินไปเลย ถ้าใครสนใจแล้วติดปัญหาตรงไหน สอบถามมาได้ครับ ถ้าตอบได้ก็ช่วยเต็มที่เลย ^^

เศรษฐกิจยุคฟองสบู่แตก ทำให้บ้านจัดสรรขายไม่ออก ผู้ประกอบธุรกิจพากันย่ำแย่
อย่ากระนั้นเลย หยดสุดท้ายขอแนะนำศัพท์เทคนิค เพื่อเพิ่มยอดขายดังนี้

คำศัพท์เทคนิคใช้ในกรณี

- ไม่มีสิ่งใดขัดขวางทัศนียภาพ
(ไม่มีต้นไม้สักต้น)

- ลานกีฬากลางแจ้ง
(หมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาหัวโล้น)

- รอคอยให้สัมผัสจิตนาการของคุณเอง
(มีแต่กำแพงกับเสาต้องสร้างต่อเติม และตกแต่งใหม่ทั้งหมด)

- ความฝันของคนรักบ้าน
(ฝันร้าย)

- น้ำล้อมรอบ
(น้ำท่วม สร้างในบึง ประหยัดค่าถมที่ อนาคตกลายเป็นบ่อบำบัดน้ำเสีย)

- เฉพาะที่ดินเปล่าก็เกินคุ้ม
(เพราะตัวบ้านไม่มีราคา)

- เฉพาะตัวบ้านก็เกินคุ้ม
(ที่ดินน้อย รั้วชิดบ้าน/บ้านเสาเดี่ยวแบบศาลพระภูมิ/ ปลูกกลางดง รุกป่าสงวน)

- อยู่ใจกลางเมือง
(ทำเลแออัด หนวกหู)

- เพื่อนบ้านกลมเกลียว
(เปลี่ยว ห่างจากถนนใหญ่ ต้องอาศัยรถเพื่อนบ้าน โจรขโมยชุกชุม ต้องผลัดกันอยู่เวรยาม)

- มีที่นั่งในห้องน้ำ
(เพดานเตี้ย ห้องน้ำอยู่ใต้บันได ยืนไม่ได้)

- ครัวไทย ครัวแบบคันทรี
(เพิงหมาแหงนหลังบ้าน)

- มีสโมสรและศูนย์ให้บริการกลางหมู่บ้าน
(หมู่บ้านตั้งห่างไกลจากชุมชน ออกไปไหนไม่ได้ คุณจำต้องใช้บริการราคามหาโหด )

- งามสง่าแบบผู้ดีเก่า
(สถาปัตยกรรมตกสมัย บ้านขายไม่ออกนับสิบปี มีรูปปั้นเด็กยืนฉี่กับเทพีถือคบเพลิงหน้าบ้าน)

- สงบ
(7 กิโลจากถนนเส้นเขาค้อ-หล่มสัก)

- ร่มรื่น
(ไม่ลงทุนตัดต้นไม้ใบหญ้า อยู่ในดงยูคาลิปตัส)

- ชมเดือนจากห้องนอน
(ยังสร้างหลังคาไม่เสร็จ/กระเบื้องหมด)

- ติดทางด่วน
(ทางด่วนคร่อมหลังคาบ้านอาจโดนเวนคืนเร็วๆ นี้)

- แหล่งคมนาคม รถเมล์หลายสาย
(อยู่ติดอู่รถเมล์ นั่งรถสุดสายจึงถึง)

- สไตล์ชนบท
(ช่างไม้ขาดฝีมือ/ไม้ไม่ไสกบ/ใช้ปีกไม้)

- กำจัดปลวกโดยไม่ต้องเจาะพื้น
(เพราะปลวกอยู่บนหลังคา)

- ลานอเนกประสงค์กลางหมู่บ้าน
(หลายกิจกรรมตามใจฉัน เช่น สุนัขถ่าย ทิ้งเศษวัสดุก่อสร้าง ซ่อมรถ พ่นสีเหล็กดัด กองทรายเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครรับผิดชอบ)

- ระบบบำบัดน้ำเสีย
(ถ่ายลงทะเลสาบกลางหมู่บ้าน)

- มิเตอร์ไฟพร้อมรองรับแอร์
(โครงสร้างบ้านอับ อากาศไม่ถ่ายเท ร้อนเหมือนเตาอบ อยู่ไม่ได้ถ้าไม่ติดแอร์)

- กระจกหน้าต่างห้องนอนบานใหญ่ระดับเบย์วิว
(ต้องหาม่านมาติด มิฉะนั้นคนผ่านไปมา เห็นกิจกรรมบนเตียงนอน)

- แถมฟรีกระเบื้องตกแต่ง
(ผู้ซื้อหาช่างปูกระเบื้องเอง)

- บ้านเล่นระดับ
(ช่างปูนไร้ฝีมือ สูงๆ ต่ำๆ เดินสะดุด)


"บ้าน...คือวิมานของเรา"
ฉะนั้น เลือกให้ดี คิดให้ดี ดูให้ดี อย่าหลงเชื่อคำโฆษณานะจ๊ะ

คือเรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า ตั้งแต่ปีใหม่มาตัวกระผมเองก็มีเรื่องต้องเสียตัง เพราะของใช้ใกล้ๆตัวอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดคอมพิวเตอร์สุดที่รักการ์ดจอกับเมนบอร์ด พร้อมใจกันพังรับปีใหม่ -*- (เป็นที่น่ายินดีว่าเราจะได้ใช้ของใหม่ แต่ปัญหาก็คือผมยังไม่อยากได้ >_<)

เมนบอร์ดเครมได้ เพราะยังอยู่ในประักัน (ประกันสามปี Dcom) กลัวอยู่ว่ารุ่นนี้เลิกผลิตแล้ว มันจะให้รุ่นใหม่มา ทำให้ต้องไปซื้อ CPU กัีบ Ram ใหม่ แต่ยังดีที่ได้รุ่นเดิมกลับมา ^^
การ์ดจอ GeCube Redeon 9550 128Mb ที่ซื้อมาเมื่อเกือบสองปีก่อน ก็มาสิ้นชีวิตลงไปพร้อมๆกับบอร์ด อาการก็คือใช้ Refresh rate ที่ 85Mhz กับความละเอียด 1280x1024 ขึ้นไปไม่ได้เลย ทั้งๆที่ใช้มาเป็นปี >_<
ทำให้ได้ไปซื้อของใหม่มาเป็น nVidia GeForce FX5500 มาแทน (ทั้งๆที่ไม่อยากได้) ตอนแรกก็ลังเลว่าจะซื้อ Radeon 9550 Ultra ดีไม๊ แต่คิดไปคิดมา ทำใจไม่ได้ที่จะจ่ายเงินอีกสองพันกว่า แลกกับการ์ดจอตัวเดิม เครียด -*-

หมดไปสองเรื่อง ยังไม่พอ ....

ได้บอร์ดตัวใหม่มา ก็มีปัญหาเล็กน้อย เพราะดันเจอคำว่า Bios check sum error !!!

นรกจริงๆ บูทผ่านมั่ง ไม่ผ่านมั่ง (จะหนักไปทางไม่ผ่าน) ต้องไปหา Bios ตัวล่าสุดมา Flash ลงไปใหม่ แล้วก็ยังมีอาการอื่นๆอีกเล็กๆน้อยๆ กว่าจะแก้เสร็จ ก็กินเวลาไปอีกสองวัน

ล่าสุด ไม่กี่นาทีนี้เอง คอมดับ ... ใช้ๆอยู่ ก็ดับไปเอง เปิดไม่ติดด้วย !!!

ในใจก็คิดไปว่า ตายละหว่า ... PS ตรูพังหรือเปล่า ?

คิดไปคิดมาไม่น่าใช่ Power Supply ... ตัวที่ใช้อยู่ไม่ใช่ตัวละร้อยสองร้อยนาไอ้ Enlight 400W ตัวนี้สองพันได้ มันไม่น่าจะเสียง่ายๆแบบนี้ .. ( แต่ ... ลองมา่คิดดูอีกที ถ้าเมื่อกี้ัมันไม่เสีย แล้วตอนนี้มันต้องไม่เสีย แล้วเมื่อไหร่มันจะเสียล่ะ ? )

ไล่ไปไล่มา มาเ้จอปัญหาตรงตัวที่ไม่ควรจะมีปัญหา .... สายไฟเข้า PS ครับ สงสัยมันจะเสื่อม เพราะขยับไปขยับมา มันก็ติด ขยับอีกนิดก็ดับ ....

แล้วไป ... เดินไปคุ้ยเอาสายไฟเ้ส้นใหม่มา่ใส่ เปิดคอมใช้ได้เหมือนเดิม

แหม ... เกือบจะได้ Enermax 500W ตัวใหม่แล้วเชียว ^^"

ปล. รูปยังไม่ได้ทำอีกเพียบเลย ขอตัวไปจัดการก่อนนะคร๊าบบบ พักนี้ไม่ได้ว่างทำรูปเลย มีอีกสองสามชุดยังดองอยู่ใน CF อยู่้้เลย -*-

ทริปนี้มีโครงการมาตั้งแต่ต้นปีแล้วครับ เนื่องมาจากไปเดินงานท่องเที่ยวที่ศูนย์สิริกิต เลยจองทัวร์ไปเกาะหลีแป๊ะมาหนึ่งทัวร์ ตั้งใจว่าจะใช้ช่วงสิ้นปีไปเที่ยวกันเพื่อนๆกัน

ตอนแรกก็ว่าจะไปกัน 7-8 คน แต่ไปๆมาๆ เหลืออยู่แค่ 4 คน ซะงั้น ที่เหลือติดภารกิจกันหมด เลยไปกันแค่นี้








วันเสาร์ วันแรกของการเดินทาง


ตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง (เช้ามากๆ -*-) เพื่อออกเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเหยียบสนามบินใหม่เลยครับ เลยต้องขอไปก่อนซักหน่้อย ไม่งั้นเดี๋ยวไม่รู้ที่รู้ทาง อาจตกเครื่องได้
เดินทางด้วยไฟล์ FD3131 ของสายการบิน AirAsia ไปถึงสนามบินหาดใหญ่ประมา๊ณแปดโมงสิบห้า โทรหาคนที่มารับ(จาก บ.ทัวร์) แล้วก็ขึ้นรถ เดินทางไปยังท่าเรือปากบารา จ.สตูล ระยะทางประมาณร้อยกว่ากิโล ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมง

สิบโมงครึ่ง พวกเราเดินทางถึงท่าเรือปากบารา ทางเจ้าหน้าที่บริษัทอาดัง ซี (บ.ทัวร์ที่พวกเราใช้บริการ) ออกมาต้อนรับ พร้อมถามว่าหิวหรือเปล่า จะขึ้นเรือเลยไม๊ ถ้าขึ้นเราเลย เค้าจะได้เตรียมอาหารเอาไว้สำหรับไปกินกันบนเกาะตะรุเตา ซึ่งพวกเราก็ตกลง เพราะเนื่องจากว่าเรือไปเกาะตะรุเตา มีแค่วันล่ะสองเที่ยว คือ 10.30 กับ 13.30 ซึ่งถ้าพวกเราไม่ได้ไปกับเรือเที่ยวนี้ ก็ต้องอยู่อีกยาวเลย และคงจะไม่ได้แวะเที่ยวที่ไหนอีก เนื่องจากระยะทางระหว่างท่าเรือปากบารา กับที่พักของพวกเราบนเกาะหลีแป๊ะนั้น ห่างกันประมาณ 64 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระยะเวลาในการนั่งเรือร่วมๆสามชั่วโมงกว่าๆ ซึ่งคงไม่ทันแวะเที่ยวกลางทางแน่ๆ พวกเราจึกตกลงใจว่า ไปกินกลางวันกันบนเกาะตะรุเตาล่ะกัน


เที่ยงกว่าๆ พวกเราเดินทางมาถึงเกาะตะรุเตา ขนของลงมาจากเรือ เพราะต้องเปลี่ยนไปขึ้นเรืออีกลำที่กำลังมา เรากินข้าวมื้อแรกของวันบนเกาะตะรุเตา อาหารอร่อยมากๆ ไม่ใช่เพราะพวกเราหิวนะครับ แต่มันอร่อยจริงๆ ^o^


พอกินอาหารเสร็จ พวกเราก็ได้พบกับ "ต่อ" เจ้าหน้าที่ของทัวร์ที่จะเป็นคนพาพวกเราไปยังที่ต่างๆ ซึ่งต่อจะต้องอยู่กับพวกเราไปอีกสามวัน
ต่อบอกกันพวกเราว่า เรือน่าจะมาช่วงบ่ายสอง ระหว่างนี้ต่อพาพวกเราไปดูข้อมูลของเกาะตะรุเตาที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเกาะ เสร็จแล้ว พวกเราก็แวะถ่ายรูปเล่นกัน รอเวลาบ่ายสอง ซึ่งพวกเราจะได้ขึ้นเรือไปยังที่พักบนเกาะหลีเป๊ะ ใช้เวลานั่งเรืออีกราวๆสองชั่วโมง


บ่ายสองพวกเราขึ้นเรือ แล้วก็หลับ ..... ZzzZzzzZZZ


บ่ายสาม ... พวกเราตื่นขึ้นมาอีกที เรือกำลังเข้าเทียบเกาะไข่ ซึ่งต่อบอกว่าเป็นทางผ่าน ให้พวกเราแวะลงไปถ่ายรูปกันก่อน พวกเราก็เฮโลกันลงไป แต่พอหันกลับไปมองที่เรือ เอ๊ะ ... ทำไมคนอื่นๆไม่ลงมากันหว่า (เรือที่พวกเราเดินทางไปยังเกาะนั้น เป็นเรือเฟอร์รี่ธรรมดา ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวอีกหลายคนโดยสารไปกับเราด้วย) ซึ่งต่อก็บอกกับพวกเราว่า นักท่องเที่ยวพวกนั้นโดยสารเรือเพื่อไปยังเกาะเฉยๆ ไม่ได้จ่ายมาทัวร์เกาะไข่แบบพวกเรา กลายเป็นว่าเกาะไข่ในวันนั้นมีแค่พวกเรา 5 คนเท่านั้น 55555 Excursive จริงๆ

อยู่บนเกาะไข่เพื่อเก็บรูปได้ไม่นาน พวกเราก็เริ่มเกรงใจคนบนเรือ จึงเดินกลับเรือ เพื่อเดินทางต่อไปยังที่พักบนเกาะหลีเป๊ะ


บ่ายสี่โมง ... เดินทางถึงหน้าเกาะหลีแป๊ะ ขนของลงเรือเล็กอีกครั้ง เตรียมตัวเข้าสู่เกาะ เนื่องจากที่พักของพวกเรา อยู่บริเวณด้านหลังของเกาะ พวกเราเลยขนของขึ้นเรา "รุ่งตะวัน" ที่ต่อนัดเอาไว้อีกที ขึ้นเรือเล็กเสร็จ ก็มุ่งหน้าสู่วารินท์ รีสอร์ท ซึ่งจะเป็นที่อยู่ของพวกเราในอีกสองคืนข้างหน้า


ขนของเข้าที่พักแล้ว พวกเราก็ออกมาเดินเล่น กว่าจะจัดของ ล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็ใกล้ค่ำพอดี พวกเราเลยได้ถ่ายรูปแสงสุดท้ายของวัน ที่บริเวณหาดพัทยา (เพี้ยนมาจาก บันดาหยา หมายถึงชื่อลมมรสุมที่พัดเข้าหาหาด)

ถ่ายรูปเสร็จก็ได้เวลากินพอดีครับ 5555 มื้อเย็นสุดอร่อยบนเกาะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะรู้สึกตัวอีกที ของกินก็หมดแล้ว เอิ้กๆๆๆ

หมดวันแรกล่ะครับ เดี๋ยวจะมาต่อในส่วนของวันที่สองกับวันที่สามนะครับ

^o^

พอดีไปเจอในเว็บนอกมาครับ ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่ดูรูปแล้ว ไม่เหมือนแต่งขึ้นเลย คำถามที่ตามมาก็เพราะอ่าน Spec ของมันนี่แหละ

  • 6.1 Megapixel
  • Compressed 12-bit NEF, JPEG
  • 3 AF points [Cross-type AF sensors?!]
  • 2.5″ 230K pixel LCD
  • TTL (ISO 200 - 1600, HI1)
  • 3 metering modes (420px meter):
    • 3D Color Matrix Metering II
    • Center-weighted metering (75% of center field)
    • 8mm spot
  • Program modes including flash… (Portrait, Landscape, Night, Spot, Child, Night Portrait)
  • i-TTL compatible
  • 1/500 Flash Sync
  • USB 2.0
  • SD, SD-HC
  • Lithium-Ion EN-EL9
  • 94×126x64 mm
  • 475 grams without battery, memory card, LCD cover or (??)

6.1 ล้าน .... D50 ก็มีอยู่แล้ว ออกมาใหม่ทำไม ???
AF 3 จุด ... D50 มี 5 จุด ออกมาใหม่ทำไม ???
ข่าวว่าใช้กับเลนส์ AF-S ได้อย่างเดียว เพื่ออะไร ???
ถ้าจะออกมาทำราคาให้ต่ำกว่า D50 .. ตอนนี้ D50 มันก็สองหมื่นหน่อยๆแล้วนะ จะต่ำไปถึงไหน ???

เรื่อง AF-S ถ้าจริง ก็แสดงว่านิคมีโครงการอพยบเลนส์ทุกตัวไปเป็น AF-S ... แต่ถึงอย่างนั้น มันไม่เร็วไปหน่อยหรือที่จะออก D40 มาตอนนี้ เพราะตอนนี้เลนส์เดี่ยวทุกตัวยังไม่มีตัวไหนเป็น AF-S เลย (นอกจาก 105 VR ที่พึ่งคลอด)

แปลกดี ... ว่าแล้วก็ใช้ D50 เป็นบอดี้สองต่อปาย อิอิ ...

ปล. ที่มา สำหรับคนอยากรู้ ... http://www.allengeorge.com/2006/11/02/nikon-d40/

ตั้งชื่อหัวข้อให้งงซะงั้น วันนี้มันจะมาอารมณ์ไหนอีกเนี่ย ...

ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่วันนี้ไปงาน PIXPROs GRAND PHOTO eXHIBITION มา ซึ่งรูปของผมหนึ่งรูป ได้รับเกียรติให้เข้าไปสิงสถิตย์อยู่ในงานด้วย นับเป็นความภูมิใจของผมเลยนะเนี่ย


แต่ใครจะรู้บ้างไม๊ ... ว่ารูปอันนั้นน่ะ มันเป็นความผิดพลาดของผม !!

จริงๆ วันที่ได้รูปนั้นมา คือวันที่ผมตั้งใจจะไปถ่ายพลุงานเฉลิมฉลองของในหลวง
ดั้นด้นไปถึงโรงพยาบาลศิริราช ใช้มุขมากมาย กว่าจะขึ้นไปถึงยอดตึก 100ปี ได้ กางขาตั้ง นั่งรอ ฝนก็ไล่เข้ามาทุกๆด้าน ที่หลบฝนก็ไม่มี -*-

คิดไปต่างๆนานาว่าถ้าฝนตก แล้วตรูจะถ่ายรูปยังไงหว่า ... กล้องกันฝนได้ แต่เลนส์กับตัวกระผมไม่ได้กันฝนซะด้วย

กางขาตั้งเสร็จ ตั้งกล้องเรียบร้อย ชัตเตอร์ถูกปรับไปที่ 15 วินาที เพื่อลองถ่ายดูแสงนิดหน่อย แช๊ะ .... หนึ่งรูป ....

อืม ... ใช้ได้ ปรับหน้ากล้องให้กว้างขึ้นอีกนิด เพราะตอนถ่ายพลุจริงๆ ตั้งใจใช้ชัตเตอร์บีแค่ 5-6 วินาทีก็พอ

ตั้งค่ารูรับแสงใหม่เรียบร้อย ผมก็เดินออกมาจากกล้อง กะว่าจะออกไปเดินเล่นรับลมซะหน่อย เพราะจุดที่กางขาตั้ง มันไม่มีลมเอาซะเลย

ตอนจะเดินออกมา แม่คุณก็เข้ามาถามว่า ถ่ายรูปเล่นได้ไม๊ ... ผมเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหาย ก็บอกว่ากดได้เลย ตั้งไว้หมดแล้ว


....


แม่คุณกดชัตเตอร์ .. แช๊ะ .. ความเร็วชัตเตอร์ 15 วินาที ... 1 ... 2 ... 3 ... 4 ... 5 ... ... 12 ... เปรี้ยงฟ้าฝ่า (ใครไปสาบานอะไรไว้ฟ่ะ -*-) .... 15 ... ชัตเตอร์ปิด ... NR ทำงาน .... รูปแสดงบนจอ ...


รูปเดียวกับที่อยู่บนจอ LCD ของกล้องในวันนั้น กลายมาเป็นรูปที่จัดแสดงในงานแสดงรูป .....


ตอนแรกก็ที่ผมดูรูปนี้ ... มันก็สวยดีอะ แต่มันไม่ใช่ความตั้งใจของโผม...มมมมม โผมจะไปถ่ายพลุ... รุรุรุรุ -*-



พอได้มายืนในงาน ดีใจนะครับ ที่มีคนชอบรูปของผม ... แหม ... เกิดมายังไม่เคยมีใครเอารูปของตัวเองมาให้เราเซ็นต์ซะด้วย



เค้า เขินนะตัวเอง

^^"

มีแต่คนงงเวลาผมบอกว่า ได้เวลาเอากล้องไปเปลี่ยนยางแล้ว .... ??

บางคนถึงขนาดถามต่อมาว่า ... แล้วให้เขาตั้งศูนย์ด้วยหรือเปล่า เปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมใส้กรองด้วยเลยไม๊ ?

ผมเอากล้องไปเปลี่ยนยางที่กริ๊ปนะครับพี่ ไม่ใช่เอารถไปเปลี่ยนยาง ....

จะว่าไปแล้ว อาการนี้ก็เป็นเอกลักษณ์ (จริงๆน่าจะเรียกว่าโทษลักษ์) ของนิค่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว กล้องโปรและกึ่งโปรเป็นกันทุกตัว ตั้งแต่ F100 , F5 , D2h , D2x และก็หนีไม่พ้นเจ้า D200

ทำไมไม่เอายางดีๆแบบที่มันไม่บวมมาทำน๊า ....

ยังดีที่ยังไม่หมดประกัน ถ้าหมดเมื่อไหร่สงสัยต้องพึ่งช่างข้างนอกแล้วล่ะ ได้ยินมาว่าเปลี่ยนยาง,ตั้งศูนย์ครั้งล่ะพัน เอาว่ะ...พอไหวๆ

พี่ครับ ผมขอหน้ากว้าง ซี่รี่ต่ำ ซัก 215/45/R17 นะครับ

^^

พอดีวันนี้ได้เข้าไปอ่านเว็บบอร์ดในพันทิพย์มา เนื่องมาจากว่ามีสายโทรรายงานมาว่ามีกระทู้ร้อนอยู่ในห้องโอลี่ (http://olympusclub.pantipmember.com) เลยแวะเข้าไปดู

ดูแรกๆ อืม.. จขกท. ก็เอารูปสาวๆมาโพส เหมือนๆกับกระทู้อื่นๆ ไม่มีอะไร

แต่ถ้ามองดูดีๆแล้วจะเห็นว่ารูปที่เอามาโพสนั้น ขาดความปราณีตไปเยอะพอสมควร ... เช่น นางแบบผมยุ่ง , นางแบบรับแสงไม่เท่ากันทำให้หน้าเป็นดวงๆ , ภาพไม่คมเพราะมือสั่น , นางแบบนั่งหลังค่อม , สีตุ่นเพราะรูปไม่ได้โพรเซสก่อน ใช้ ACDSee ย่อแล้วก็เอามาโพส (ถามว่ารู้ได้ยังไงว่าใช้ ACDSee ย่อ ก็รูปพวกนั้น EXIF ยังอยู่ครบเลยครับพี่น้อง มันฟ้องหมดเลย) ... ฯลฯ

คนทั่วๆไปอาจมองข้ามจุดเหล่านี้ไป ผมก็เป็นแบบนั้น แต่ก็พยายามแก้ไขให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องมันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่มีผู้ประสงค์ดี ออกมาติซะก่อน (ก็ติไอ้เรื่องที่ผมว่าไปนั่นแหละ)

อีทีนี้ จขกท. ก็ร้อนใจ ออกมาแก้ตัว ... แก้ตัวแบบว่า ... เออ... ฟังไม่ขึ้น ... แล้วมีประโยคนึงเด็ดมาก จขกท. ถามคนที่มาติว่า คุณเป็นชาวกบหรือเปล่า ?? (ผมก็พึ่งรู้ว่าคนใช้โอลี่เรียกตัวเองว่าชาวกบ)
ถ้าคุณเป็นชาวกบ คุณคอมเม้นได้ แต่ถ้าไม่ใช่อย่ามายุ่ง !!!

เออ..นี่ตกลงโอลี่(ชาวกบ)นี่มันเป็นลัทธิอะไรซักอย่างหรือไงหว่า ห้ามคนนอกที่ไม่รู้พิธีกรรมเข้ามายุ่ง

อ่านแ้้ล้วขำ ... แต่อ่านไปเรื่อยชักขำไม่ออก ... เพราะข้อความในกระทู้มันแรงขึ้นเรื่อยๆ จนหลังๆมีคำหยาบโผล่มาใ้ห้เห็น

ตลกดีครับ ความคิดของคนเรา คนเค้ามาติเพื่อให้แก้ไข กลับมาแก้ตัวไปเรื่อยเปื่อย .. ผมถ่ายเล่นมั่งล่ะ - พวกคุณถ่ายรูปสู้ผมไม่ได้มั่งล่ะ จนกลายเป็นท้าถ่ายรูปแข่งกันไปซะงั้น -*-

คนมีฝีมือเค้าไม่คุยกันหรอกคุ๊ณ.. กล้องมันก็แค่อุปกรณ์เท่านั้นแหละ เมื่อก่อนผมก็เคยนะไอ้บ้าอุปกรณ์เนี่ย แต่หลังๆไม่ค่อยแล้ว เพราะได้เลนส์ดีๆมา ผมก็ถ่ายห่วยเหมือนเดิม ไม่รู้จะ้บ้า(แบก)ไปทำไม

ผมละสงสัยจริงจริ๊งว่าเจ้าของกระทู้เค้าไปโมโหอะไรมาหรือเปล่า ??

ปล. รูปที่ จขกท.นั้นถ่ายไม่ชัด เพราะใช้ FOV 46mm(จริง 23mm แต่โอลี่ FOV คูณสอง) กับสปีด 1/50 เ้ค้าก็ออกมาแก้ตัวว่า "ถ้าพวกคุณถ่าย 1/50 ก็คงใ้ช้ขาตั้งแล้วล่ะ ถ่ายออกมาสู้ผมไม่ได้หรอก"
-*- นี่มันโง่หรือแกล้งโง่กันเนี่ย .. 1/50 เนี่ยนะต้องใช้ขาตั้ง 1/4 มือเปล่าผมก็เคยถ่ายมาแล้ว ผมว่ายังคมกว่ารูปที่โพสในกระทู้นั้นๆเลยนา (ไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะเนี่ย อิอิ)

ดูไปดูมาเหมือนบัวใต้น้ำจริงๆ คนอื่นเค้าออกมาพูดก็ไม่ฟัง ตัวเองถูกตลอด หาข้ออ้างเปลี่ยนเรื่องไปได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นหลายคาย ท้าคนนู้นทีคนนี้ที ไร้ความคิดจริงๆ เห็นแล้วปวดขมับ

สงสัยต้องเปลี่ยนล๊อคอินจาก "ตะวันใต้น้ำ" มาเป็น "บัวใต้น้ำแทน"

-*-

เอากะเขาซะหน่อย เพื่อให้เข้ากับเทศการนี้...

พึ่งไปดู Season Change มาครับ ถ้าใครชอบหนังแนว "เพื่อนสนิท" หรือ "แฟนฉัน" ขอบอกว่าเรื่องนี้ไม่ควรพลาดอย่้างแรง .... โดยส่วนตัวผมชอบเรื่องนี้มากกว่าเพื่อ